Friday, August 7, 2015


Even though I have ever watched many documentary movies but this is impressive much more!

Mystery Monkeys of Shangri-La is the documentary movies published on PBS's Nature channel. It is telling about the true story of a family of Yunnan snub-nosed monkeys living in the highest forests in the world. Only recently discovered, snub-nosed monkeys are hauntingly beautiful primates, different and gentler than others of their kind. Elfin-like, they seem both childlike and wise beyond their years. The family is led by a formidable fighter and his fighting force that guard a troop of 8-10 families. This is a unique monkey society, formed in response to the hardships of the Himalayas. But their survival depends not just upon strong defensive strategies; it also relies upon the cooperation and interdependence of them all.



You can see the ways mother and brother treat a baby, learning how to survive, how to find foods, what to eat and protecting family. Besides, you can also see the wonderful scenes all four seasons in the forest and lifestyle of people lives in the valley. 



The baby monkey looks like an alien in a movie but look cuter (I suppose that the author probably got an inspiration from this monkey, who knows?) 



The team spent all four seasons in the forest to record the video. They needed to climb up with the big and heavy cameras and stuffs on shoulder to seeking for the right place for tracking those monkeys. Sometime the wind was so strong and snowing. I think they are the great photographers, every scene caught me. One of the team is Jacky Poon, Chinese-British mixed race but looks 100% Chinese people. This is my first time to watched movies produced by Chinese filmmaker which well done. And that’s not surprise me why they have received an award-winning filmmaker, Xi Zhinong. 

Thanks for visit




Friday, July 24, 2015


       
วันนี้คีธชวนไป “ดูนก” ที่ Sikeston, Missouri จริง ๆ แล้วไม่รู้หรอกว่า สถานที่ๆ นกตัวนั้นอยู่ น่ะไกลแค่ไหน เขาแค่บอกขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง  เราก็ได้แต่กระโดดขึ้นรถตามไป.... ในใจก็คิดเอาเองว่า เขาน่าจะใช้เวลา “เฝ้าดู" ด้วยกล้องไม่เกินครึ่งชั่วโมง และในระหว่างนั้น เราก็จะถือโอกาสสอดส่ายสายตาหา Location เก็บภาพสวย ๆ พอเพลิน ๆ แล้วก็หาของอร่อย ๆ กินกัน แล้วก็น่าจะขับรถกลับ...


        คีธขับรถ 30 นาที จาก Cape Girardeau, Missouri ใช้เส้นทาง 55-South ไป  Sikeston ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ไปประมาณ 30 กิโลเมตร ระหว่างทางเราสังเกตว่าพื้นที่แถบนี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ ไม่มีเนินเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ (เหมือนช่วง Cape Girardeau วิ่งขึ้นไปทางเหนือจนถึง St. Louis).....แลเห็นแปลงปลูกพืชผลการเกษตรตลอดสองฝั่งถนน มากมายกว่าที่ Cape Girardeau นัก
       
เพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึง Sikeston เลี้ยวขวาลง Exit 67 คีธขับรถไปพลางมองหาตำแหน่งที่นกปรากฎตัว ตามที่มีคนส่งอีเมล์มาบอก เราจริงๆ เราก็มัวแต่มองข้างทางเพลินไม่ได้สนใจว่าเขาจะไปถึงไหน แต่ดูท่าว่าเขาจะหาไม่เจอแน่แล้วจึงถามเขาว่า “อะไรที่ยูกำลังมองหา” เขาตอบ “เบอร์เกอร์คิงส์”!  อ้อ! นั่นเราเห็นมันผ่านมาตั้งไกลแล้ว “ยูต้องย้อนกลับแล้วละ” ....วกกลับแต่ก็หาไม่เจอเลยคว้ามือถือจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเขาออกมาจิ้มที่ Navigator โอ้ว...จริงๆ มันอยู่ตอนต้น ๆ ถนนตอนที่แยกลงจาก Route 55 แล้วพระเดชพระคุณ!......เอาละนี่ไงเจอแล้ว เขาขับรถเข้าไปจอดในเบอร์เกอร์คิงส์ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับแม็คโดนัล (ตรงตามที่ข้อความในอีเมล์แจ้งไว้) จอดรถแต่ไม่ยักลง คว้ากล้องออกมาส่องขึ้นไปที่สายไฟฟ้าข้างถนน เราก็มัวแต่มองที่อื่นรอให้เขาลงก่อน พอหันมาคว้ามือถือจะถ่ายรูปเขาตอนกำลังส่องกล้อง เขาก็ลดกล้องลงเก็บ ตั้งท่าจะถอยรถออก เราถาม “อ้าวไม่ลงไปดูเหรอ” เขาบอกดูเสร็จแล้วตอนนี้หิวมาก.....โอ๊ะอะไรเนี่ย??  ไม่อยากเชื่อ ขับรถมาครึ่งชั่วโมงเพื่อมาดู “นกตัวเดียว” ที่เกาะบนสายไฟริมถนน "ไม่ถึงครึ่งนาที” เป็นอันเสร็จ “จบทริปดูนก”



.......นกตัวนี้มีชื่อว่า Western Kingbird (เราว่าหน้าตามันคล้ายนกขมิ้นเมืองไทย?) เพราะไม่ได้พบเห็นมันได้ง่าย ๆ พวกนักดูนกทั้งหลายเมื่อได้ข่าวว่ามันปรากฏตัวที่ไหน เป็นอันรีบแจ้งข่าวสารข้อมูลกันทันควัน  หนุ่มคีธก็ไม่ยอมพลาด!    

เราสองคนรู้สึกหิวเร็วพอกัน และมากกว่าปกติด้วย เขาพาเข้าไปกิน บาร์บีคิวที่อยู่ถัดจากที่ดูนกไม่มากนัก ร้าน Bo’s BAR-B-Q ร้านโปรดของเขาสมัยที่ยังเรียนไฮสคูล บาร์บีคิวที่นี่ หน้าตาแปลกจากเมืองไทยซึ่งเราจินตนาการว่ามันจะเป็น หมูหรือไก่ เสียบบนไม้สลับกับพริกและ สับปะรด แล้วก็ย่าง ๆ ราดซอสอะไรทำนองนั้น แต่เปล่าเลยดูหน้าตาเอาละกัน...ใครจะกินอะไรก็ไปยืนสั่งหน้าเค้าน์เตอร์ แล้วจ่ายเงิน เดี๋ยวพนักงานจะนำมาส่งที่โต๊ะ ส่วนเครื่องดื่มนั่นบริการตัวเอง ร้านนี้คนเยอะเรียกว่า "พลุกพล่าน" น่าจะได้....เราสองคนกินอย่างเดียวกัน จานมหึมา อร่อยมาก แต่ก็กินได้แค่ชิ้นเดียวนั่นก็ “จุกถึงคอหอย” ที่เหลือยกให้คีธเหมาไป เมนูนี้เรียกว่า พอร์คบาร์บีคิว กินกับ เบคบีน และซาหลัด (กะหล่ำปลีสับคลุกมายองเนส) เบคบีน นี่ก็อร่อย เข้ากันได้ดีกับ ขนมปังไส้ขาหมู...ข้างในขนมปังนิ่ม ๆ นั่นคือเนื้อหมู เราเข้าใจว่าเขาเอาตรงส่วนขาไปเผาก่อนนำมาปรุงรส เราจำรสชาติและ Texture ของขาหมูเมืองไทยได้ดี เหมือนกันเลย แต่คนละรส......



อิ่มแล้วถามคีธว่า “เอาไงต่อ” เขาบอกจะพาไประลึกความหลังที่ East Prairie สถานที่ ๆ เติบโตจนเป็นหนุ่มกระเตาะ ไปดูโรงเรียนที่พ่อแม่ของของเคยเป็นครูสอน....เราเลยถือถ้วยโค้กยักษ์ออกมาด้วย เพราะคะเนว่าอากาศร้อน ต้องได้กินโค้กหมดคราวนี้แน่ ๆ (จริงดังคาด! โค้กเมการสซาบซ่าส์...ถึงใจ อร่อยกว่าเมืองไทยเยอะ....)




        ออกจากแถว ๆ โรงเรียน เขาขับรถต่อไปอีก แถบนั้นเป็นท้องทุ่งทำการเกษตร....(นาทีนี้เริ่มคิดได้ว่าทำไมเขายอมลงทุนขับรถไกลมาดูนกที่นี่....อ้อ! จริง ๆ แล้วมีวัตถุประสงค์แอบแฝง พาภรรยามาเที่ยวนี่เอง...ขอบคุณจ้ะที่รัก)




เรามาถึงสะพานปูนข้ามคลองส่งน้ำที่ค่อนข้างกว้าง คลองยาวสุดสายตา ริมคลองมีต้นไม้ขึ้นสูงเขียวครึ้ม ดูสวยงาม เราจึงบอกให้เขาหยุด เราใช้เวลาตรงนี้กลางแดดเปรี้ยงประมาณ 30 นาทีเดินสำรวจพืชพรรณที่ขึ้นริมคลอง และถ่ายรูป เสร็จแล้ว ขับต่อไปตามทางเล็ก ๆ ที่เป็นลูกรัง (ทำให้นึกถึงเมืองไทยขึ้นมา) บางช่วงสองข้างทางมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น นั่นคงเป็นเพราะเจ้าของฟาร์มสงวนไว้ไม่ยอมตัด แถมเรายังเดาว่าพวกเขาปลูกเพิ่มด้วยแหละ สังเกตจากระยะของต้นไม่ใหญ่เท่า ๆ กัน ส่วนพวกที่ขึ้นรก ๆ ถี่ ๆ เป็นต้นไม้ขึ้นเองแหง…
ทุ่งข้าวสาลี


ทุ่งข้าวโพด
     
        เนื่องจากภูมิประเทศของเมืองนี้เป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำเลจึงโล่งเตียน สุดสายตา ไม่มีภูเขา หรือที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ประชากรจึงยึดอาชีพทำการเกษตรปลูก ข้าวโพด และ ข้าวสาลี เป็นหลัก มีปลูกถั่วเหลืองบ้างแต่น้อย เห็นไม่กี่ฟาร์ม แต่ละฟาร์มก็จะมีบ้านหลังใหญ่ ๆ สวย ๆ ทุกบ้านปลูกดอกไม้สดใสน่ารัก ไว้หน้าบ้าน มีสนามหญ้าเขียวขจี ราบเรียบดั่งปูพรม ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น รอบบ้านเป็นทุ่งกว้าง มองไปที่ท้องฟ้า มีเมฆขาว ๆ ปุย ๆ ตัดกับท้องฟ้าสีครามอ่อน ๆ นี่มัน “ทุ่งในฝัน” ชัด ๆ เราว่าคนแถวนี้มีบ้านสวยกว่าคนในเมืองซะอีก นี่แสดงว่า เกษตรกรแถวนี้ “ร่ำรวยไม่ใช่น้อย





        เมื่อขับลึกเข้าไปอีก ก็ได้พบกับ “วัตถุแปลกๆ” เป็นโครงเหล็กทั้งยาวและใหญ่ (ไม่ได้ทะลึ่งนะ) ตั้งอยู่เหนือแปลงข้าวโพดและข้าวสาลี เกือบทุกแปลง....ความกว้าง (หรือจะเรียกว่าความยาวดีล่ะ) ของมันเท่ากับหน้ากว้างของแปลงพืชไร่แต่ละแปลง ความสูงเลยศีรษะ ช่วงที่เห็นในฟาร์มที่ต้นข้าวโพดสูงแล้วเรามองไม่เห็นฐานของมัน ตอนนั้นเลยคิดไม่ออกว่าเขามีมันไว้เพื่ออะไร....แต่พอมาถึงฟาร์มที่ต้นข้าวโพดยังเตี้ย ๆ อยู่ เราจึงได้เห็นว่ามันมีล้ออันใหญ่เท่าล้อรถไถนาเล็กบ้านเรา..... สรุปว่ารูปร่างของมันเหมือน Mobile Crane หรือ Overhead Crane ละกัน
   

เมื่อมองไปที่ล้อ ก็คิดว่า มันต้องใช้สำหรับเคลื่อนที่ไปเหนือแปลงเกษตร โอว....นึกออกแล้ว มันต้องเป็นเครื่องรดน้ำแบบเคลื่อนที่แน่ ๆ.....อุแม่เจ้า!!! พวกเขาลงทุน “ทำไร่แบบมีระบบชลประทาน” เป็นของตัวเองกันขนาดนี้เลยเชียวหรือ?  น่าทึ่งจริง ๆ.....(ไม่ต้องรอฟ้าฝน เหมือนคนไทยส่วนใหญ่ชอบทำ).... บางฟาร์มที่ใหญ่มาก ๆ พวกเขาจะเอาเจ้าโมบายมาต่อ ๆ กัน ให้ได้หน้ากว้างเท่าแปลงพืชไร่เรียกว่าเคลื่อนที่โปรยน้ำจากหัวไร่ไปจนสุดท้ายไร่ แบบ “ปูพรม” กันเลยทีเดียว
        ถึงตอนนี้ต้องเอ่ยปากถามสามีว่า “แล้วพวกเขาเอาน้ำที่ไหนมาใช้รด”....ฟาร์มออกจะยาวสุดลูกหูลูกตา มันต้องใช้น้ำมหาศาลอย่างแน่นอน คลองแถว ๆ นี้ก็ไม่มี คีธบอกเขาขุดและสูบจากใต้ดิน อ้อ! นั่นซิเราเริ่มสังเกตเห็นมีแกลลอนน้ำมัน ขนาด 200 ลิตร และมีเครื่องสูบน้ำจากใต้ดิน ติดตั้งอยู่เป็นหย่อม ๆ มันคือสถานีสูบน้ำเล็ก ๆ ของแต่ละฟาร์มนี่เอง พวกเขาไม่ต้องทำรั้วล้อมป้องกันของหายเลย (ถ้าเป็นเมืองไทย ตื่นขึ้นมาเช้าคงไม่เหลือไรไว้ให้เห็น)


คลองซอยฝั่งซ้ายถนน แยกออกมาจากคลองหลัก
 
คลองซอย ฝั่งขวาถนน-แยกออกมาจากคลองหลัก


คลองชลประทานหลัก
 นี่คือความแตกต่างของคนไทย กับอเมริกัน ในวิถีการทำการเกษตร  และแม้ว่ารัฐของพวกเขาจะจัดสรรการส่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรมโดยการขุดคลอง ทั้งน้อยและใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะทั่วถึงและน้ำก็มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่เกษตรกรที่ “หวังผลเลิศ” ในผลผลิต ได้แสดงความเอาจริงเอาจัง ด้วยการลงทุน สร้างระบบชลประทานส่วนตัวขึ้นมา แน่นอนว่า ต้นทุนนั้นคงไม่ใช่ กี่หมื่นบาท มันต้องเป็นแสนขึ้นไป แต่เป็นการลงทุนแค่ครั้งแรกและคุ้มค่า จากนั้นก็เก็บเกี่ยวผลผลิตแบบ “เต็มเม็ดเต็มหน่วย” (ตอนนี้ไม่สงสัยเลยว่าทำไมพวกเขามีบ้านหลังใหญ่ๆ ที่สวยงาม มีเครื่องจักรทำการเกษตรเป็นของตัวเอง)  และแม้จะผลิตพืชผลออกมามากมายเพียงใด ก็ไม่มีคำว่า “ล้นตลาด” (จนต้องเอาไป “เทประชดรัฐบาล” ให้เมื่อยตุ้ม เหมือนที่เกษตรกรไทยชอบทำแบบไม่คิดถึงว่าจะเสียค่าโสหุ้ยน้ำมันรถ เปลืองแรง เปลืองอารมณ์ หรือเปล่า เอาแค่ สะใจ



เพราะคนอเมริกันส่วนมากบริโภคอาหารใน กระป๋อง ขวด ถ้วย ถุง มันสะดวก ประหยัดเวลา ไม่ต้องล้าง ไม่ต้องปลอกเปลือก และไม่ต้องหั่นผัก ฯลฯ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีผลผลิตทางการเกษตรออกมาเท่าไหร่ ก็เอาไปแปรรูปให้อยู่ในภาชนะปิดผนึก ส่งไปขายทั่วทวีป 



สังเกตได้จากตามชั้นวางสินค้าใน วอลมาร์ท แม้แต่หอมแดง ก็ยังอยู่ในขวด และสารพัดแบรนด์.....คนไทยมีวิถีการกินแบบ ต้องไปตลาดสดซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารทุกวัน จึงต้องมีตลาดสดขายผัก และเนื้อสัตว์สดๆ ทุกเช้า/เย็น แต่คนอเมริกัน จะซื้อทุกอย่างไปเก็บใส่ตู้เย็นกินกันเป็นอาทิตย์ หมดหรือใกล้หมดก็ออกมาช้อปใหม่ตามห้างที่มีสารพัดอาหาร  พวกเขาไม่มีตลาดสดแบบเมืองไทย (อ้อ! อาจมีบ้าง สัปดาห์ละครั้ง เรียกว่า Farmer Market ที่ ๆ เกษตรกรนำผลผลิตของตัวเองมาวางขาย ซึ่งดูแล้วไม่ได้ “สด” เหมือนในห้าง และจริง ๆ ก็ “ไม่ได้ถูกกว่าในห้าง” ด้วย แต่ก็มีคนชอบมาซื้อ.....คีธบอก มะเขือเทศที่ Farmer Market นี่อร่อย แต่เรากินไม่รู้สึกแตกต่าง จริง ๆ ไปที่นั่นแค่อยากจะดูว่าพวกเขาขายอะไร (บางทีฉันอาจเห็นลู่ทางหาเงิน ฮะฮ้า....มีแผน!!!)
   
ที่ท้ายทุ่งจะเห็น เครื่องรดน้ำแบบเคลื่อนที่เหนือนแปลงข้าวสาลี

        ตอนขากลับออกมา อ้อนวอนสามีให้ช่วยจอดรถ อยากถ่ายรูป ทั้งในฟาร์มข้าวสาลี และทุ่งข้าวโพดที่เขียวสดใส กว้างใหญ่สุดตา อยากปีนขึ้นไปยืนแอ็คบนเครื่องรดน้ำใหญ่นั่นด้วย แต่เกรงว่าคุณสามีจะ “หมดศรัทธา” ในตัวเรา เลยหักห้ามใจเอาไว้.....อยากลงไปนอนกลิ้งในทุ่งสาลีนั่น แต่ก็กลัวเจอ “บางอย่าง” ที่ไม่คาดฝัน ได้แต่กระโดดโลดเต้นหย็องแหย็ง เรียกให้เขาข้ามท้องร่องมาถ่ายวีดีโอในทุ่งใกล้ ๆ แต่หนุ่มอเมริกันผู้นี้ บอกว่า “ไอไม่สามารถข้ามไปได้ ขอยืนบนถนนละกัน” ภาพเลยออกมาเล็กกระจิ๋วหลิว

        ขณะที่รถแล่นอยู่บน Rout 55 ขากลับ ยังได้เห็นการหว่านเมล็ดพันธุ์โดยใช้เครื่องบินด้วย อยากจะแวะแต่ก็รู้สึกว่าเหนื่อย แดดก็ร้อนเหลือหลาย วันนั้นใส่เสื้อสีดำซะด้วย ยังดีที่มีหมวกปีกกว้างช่วยบังหน้าเอาไว้ไม่งั้นมีหวังคุณกา ๆ ได้โอกาสฝากรอยเท้าเอาไว้ที่หางตาแน่
        วันนี้ช่างเป็นวันที่มีความสุขมากมายกว่าวันไหน ๆ เมื่อกลับมาถึงบ้าน นอนเหยียดยาว งีบไปเล็ก ๆ ตื่นมากินมื้อค่ำ เสร็จแล้วด้วยความที่อยากรู้อยากเห็น ก็เข้าไป Search หาไอ้เครื่องรดน้ำที่เห็นนั่น.....โอ้โห....มีวีดีโอให้ชมด้วย เป็นวีดีโอของผู้ผลิตเครื่อง แถบ ๆ ยุโรป ....อา!! ได้เปิดหูเปิดตาตัวเองมากขึ้น    มีเครื่องแนวนี้อีกสองสามแบบ ซึ่งใช้ระบบกวาดแขนรอบตัว 360 องศา ที่แขนติดสปริงเคลอร์หลายหัว ที่ปลายมีปืนฉีดน้ำพุ่งได้ไกล ตัวฐานรถก็เคลื่อนที่ไป แขนก็หมุนไป เรียกว่า Centre Pivots Irrigation ส่วนอีกแบบเป็น แบบรถติดปืนยิงลำน้ำออกไปแล้วน้ำจะกระจายเป็นฝอยโปรยลงบนแปลงพืช  ยิงได้ยาวไกล และหมุนได้รอบตัว อันนี้เรียกว่า Gun Irrigation ตัวนี้ดูแล้วไม่น่าจะใช้เงินลงทุนเยอะ
        เท่าที่ดู เราว่าตัวของอเมริกาเวิร์กกว่า เคลื่อนไปแบบปูพรม จะเสียพื้นที่แค่ตรงที่ล้อวิ่งผ่านแคบ ๆ แค่นั้น ดูสะดวกกว่า....... เนื่องจากความเร็วเน็ทต่ำมาก ดูได้ไม่ลื่น ความอดทนก็หมด เลยดู ได้แค่ชื่อมันพอแล้วและก็ยังไม่เห็นไอ้เจ้า โมบายแขนยาวนี่ว่ามันทำงานยังไงแน่ ต้องมีรถมาลากมันไป หรือว่ามันแล่นเองได้ด้วยมอเตอร์ขับที่ซ่อนตรงฐาน เหนือล้อ....ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ...เรานึกถึงไร่มันสำปะหลังของตัวเอง ที่ทิ้งมา 6 เดือน นั่นก็รอแต่ฟ้าฝน เพราะคนดูแลมันไม่คิดจะลงแรงทำอะไรให้มากขึ้น....เมื่อไหร่ที่เราได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย เราเป็นต้องหยิบวิธีนี้ขึ้นมา “Modify” เพื่อให้ได้ผลผลิตไร่ละ 30 ตันตามที่ “วาดฝัน” เอาไว้ตอนที่จะควักเงินซื้อที่แปลงนั้นเมื่อสี่ห้าปีก่อน…….
        ขอจบเรื่องเล่า Sikeston เอาไว้เท่านี้ก่อนนะคะ ในบล็อกนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกหลายเรื่อง หากคุณมีเวลาว่าง และไม่รู้จะทำอะไร แวะมาที่บล็อกนี้ได้ตลอด 24/7  ขอบคุณที่แวะมาค่ะ  (:



Car Accessories at beddinginn.com

Saturday, July 11, 2015

Do you have the plan to visit Thailand soon?
If so, you have the amazing place I'm gonna talk about on your list, don't you? The place where you will enjoy birding, feeding, taking photos watching sunset and cargo vessels while having a dinner at the restaurant settle on the Sea. All in one place!

Bangpoo Resort is the right place where you can watch and touch hundreds of gulls hovering around you. In early November of every year there are gulls from Siberia move to Thailand and live in the mangrove forest by the beach in Samut Prakan Province next to Bangkok.


You can watch them during November to April or may be longer. You can walk on the bridge leading to the sea for birding. Gulls will fly around you, over and over again. You can feed them by hand and they will take it from your without fear or you can throw some of foods into the air then they can get it as well, if they miss those foods the luck will belong to Gulls that floating on the sea, sometime they dive into the sea to get foods drop down and sink below. It's amazing. You can also shoot them closely and sunset can be a nice background.

Sookta Bridge

10 Baht/pack

Photographer will never miss here!
After enjoy birding, feeding and taking photos it's time to eat the great Thai seafood. The end of the bridge is a restaurant, 'Sala Sookjai ' located in the sea, enjoy the great dinner in a nice place where you can also watching sunset, Gulls and cargo vessels on the Estuary of Thai Gulf. Unforgettable!

Sookjai Restaurant (Credit: Net-mania.bloggang.com) Thank you


(Credit: แฮซาย) Thank you

(Credit: แฮซาย) Thank you

How to Get There

By driving or taxi (Public bus is unavailable)
Bangpoo Resort is away from Suvarnabhumi International Airport only 30 km or 44 minutes drive.

Get taxi:
Tell them in Thai that "Pai Tak-ar-gard Bangpoo" (Go to Bangpoo Resort)

Driving Car/Motorbike yourself:
If it is provided GPS or Navitor you just type the destination 'Bangpoo Resort, Mueang Samut, Prakan District, Samut Prakan,Thailand Bangpoo Resort Map

Samut Prakan also have other interesting places waiting for you to visit such as: 
1. The Erawan Museum, Sukhumvit Rd., Bang Muang Mai.
2. Crocodile Farm, Sukhumvit Rd., Tai Ban.
3. Ancient City, Sukhumvit Rd., Bang Poo.

I recommend you to visit all three places above before and then get Bangpoo Resort be the last place of your day. I have an video recorded in November 2014, here it is.   Have a nice trip!








Tuesday, July 7, 2015


เมื่อกลับออกจาก Ste. Genevieve Catholic Church ประมาณ 12.40 น. เป้าหมายถัดไปคือ French Colonial Houses แมรี่กางแผนที่และเรียกคีธให้ช่วยกันดู ช่วงนี้แดดร้อนจนต้องหลบพิงกำแพงอาคารที่อยู่ติดกับ Church (แต่สองคนพี่น้องยังคงกางแผนที่ดูกันกลางแดด) เราดึงแขนมัมให้เข้ามาคอยในร่ม แล้วตัวเองก็ฆ่าเวลาโดยการลัดเลาะไปตามซอกอาคารเพื่อพินิจผนังอาคารที่ดูแปลกตา คล้ายเอาหินก้อนวางแล้วโบกเชื่อมระหว่างร่องรอยต่อแต่ละก้อนด้วยปูนซีเมนต์ โดยไม่ต้องทาสี เดาเอาว่า นี่อาจเป็นอาคารที่สร้างด้วย Rock แบบเดียวกับ Church ก่อนที่จะสร้างเป็นผนัง Brick ครอบแล้วรื้อ Rock ทิ้งไป.....

เมื่อรู้ทิศทางที่จะไปแล้ว แมรี่ก็พาพวกเราเดินเรียบไปตามถนน Market St ไปทางตะวันออกผ่านร้านรวงประมาณสิบกว่าร้านก็ถึงแยกตัดกับ Second St เลี้ยวขวาไปทางเหนือเดินต่อไปยังถนน Merchant St. โดยที่ไม่รู้ว่าบ้านโบราณที่กำลังจะไปนั้น จริง ๆ ตั้งอยู่ตรงไหนแน่ ไกลหรือใกล้ 
เราเดินไปถ่ายรูปหน้าร้านที่มีดอกไม้ปลูกประดับประดาไว้อย่างสวยงามเกือบทุกร้านและอาคาร



            ภายในร้านขายสินค้าประเภท Art galleries เกือบ 10 ร้านจะตกแต่งด้วยผ้าม่านลูกไม้ ดูเป็นเอกลักษณ์ นอกร้านปลูกดอกไม้สวย ๆ แถมมีม้านั่งน่ารัก ๆ จัดไว้สำหรับคนที่ต้องการนั่งพัก....ถนนหนทางแลดูสะอาดสะอ้านไม่มีรถราขวักไขว่ หรือควันขาวควันดำ ริมถนนปลูกต้นไม่ใหญ่ที่ให้ร่มเงาตลอดทาง ส่วนอาคาร มีทั้งแบบที่เป็นอาคารแถวแบบสองชั้นแบบเก่า (เหมือนเมืองไทย) และมีอาคารเดี่ยว ๆ ที่เป็นสำนักงานของทั้งภาครัฐและเอกชน สร้างด้วยอิฐแดง ดูโดดเด่นสดใส ที่ไม่เคยเก่าไปกับกาลเวลา นี่แหละเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมยุโรปยุคเก่าแก่.....





เราเดินรั้งท้ายสุดเพราะมัวแต่ชื่นชมเมืองและถ่ายรูป แล้วสังเกตเห็นมัมเดินทิ้งช่วงคนอื่น ๆ ที่เดินไม่เหลียวหลัง มัมเดินช้าลงเพราะเริ่มเหนื่อยอ่อน เราเข้าไปประคองเธอ และบอกให้หยุดพักก่อนค่อยเดินต่อ แล้วก็ตะโกนเรียกคีธบอกว่าให้กลับไปเอารถมาจอดแถว ๆ นี้ เพราะมัมเดินกลับไม่ไหวแน่ (สามีตอนแรกอ้าปากจะปฏิเสธ แต่พอได้ยินเหตุผลก็ร้อง อ้อ!)


          เดินต่อมาอีกหน่อยก็ถึงจุดตัดถนน Merchant St. เป็นสี่แยก แมรี่กางแผนที่ดูอีก แล้วก็พาเลี้ยวซ้ายไปทางตะวันตก เดินมาอีกประมาณสามสิบเมตรมองซ้ายมองขวาหาที่หมาย ก็มีหญิงสาวสวนทางมา เธอหยุดและทักทายและพูดว่าถ้าพวกเรากำลังจะไปที่บ้านโบราณละก็ เดินอีกนิดก็จะถึงแล้วอยู่ซ้ายมือนั่นแหละ เข้าประตูไปแล้วจะมีไกด์คอยต้อนรับที่นั่น.....(Thank  you... คิดเอาว่าเธอคงเป็น Staff ของบ้านโบราณ!!!)

บ้านเก่า ในรั้วใหม่

          เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูที่ติดป้ายว่า  Shaw House Welcome รั้วที่ก่อด้วยอิฐแดง ภายในมีบ้านชั้นเดียว สามหลัง สองหลังแรกหันหน้าเข้าหากัน (ซ้าย-ขวา) บ้านด้านซ้ายมือไม่ได้เปิดให้ชม บ้านหลังด้านขวามือ คือที่ ๆ พวกเราจะเดินเข้าไปชม  ส่วนตรงกลางเป็นลานกว้าง หลังที่สามหันด้านข้างให้เรา (หรืออาจเป็นด้านหลัง?) มองผ่าน ๆ เหมือนเป็นแค่เพียงกำแพง......สังเกตเห็นมีบางอย่างยึดตรึงห้อยอยู่คล้ายๆ เอาไว้ล่ามอะไรสักอย่าง ความคิดแว่บขึ้นมา...หรือว่าเป็นเครื่องยึดข้อมือสองข้างของนักโทษให้ติดกับกำแพง รอลงอาญา?....จินตนาการไปได้ขนาดนั้นเลย แล้วก็ไม่ได้คิดเฉย ๆ ยังให้สามีถือกล้องไว้ แล้วตัวเองก็สอดมือทั้งสองเข้าไปทำท่าขึงพืดติดกำแพงแล้วบอกให้สามีกดชัทเตอร์ มิวายไกด์จะพยายามบอกว่า “โอโน...ตรงนั้นมันคือที่สำหรับจอดม้าในอดีตกาลตะหากล่ะจ๊ะ” ทำให้มัมลืมเหนื่อย หัวเราะชอบใจที่เห็นลูกสะใภ้ทำบ้า ๆ บอ ๆ.....

          
          ภายในบ้าน...ด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ สะอาดน่าใช้บริการ ด้านขวาเป็นห้องใหญ่ทำเป็นสำนักงาน ส่วนที่เหลือตรงหน้าเป็นห้องจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นของบ้านโบราณหลังนี้ และยังมีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเฮิร์บ เช่น สบู่หอม เทียนหอม ที่ส่งกลิ่นหอมแปลก ยังมีเครื่องใช้เซรามิก  รูปภาพพร้อมกรอบ หนังสือ สินค้าหัตถกรรม จักสาน และอื่น ๆ อีกมาก สำหรับซื้อติดไม้ติดมือ หรือเป็นของที่ระลึก



 ความพิเศษของบ้านหลังนี้ คือ สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง พื้นไม้เดิม ๆ อายุ 200 ปี ยังไม่มีทีท่าว่าจะผุพัง  ถัดจากห้องนี้มีประตูเปิดเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งด้านขวา ในนั้นไม่มีอะไรมาก นอกจากภาพท่านผู้เคยครอบครองบ้านหลังนี้มาก่อน....แล้วก็มีตู้ไม้ใบเก่า เรามือไวลองลูบคลำ....ไกด์ร้องเสียงหลงว่า “อย่าแตะ!”....หดมือแทบไม่ทัน...

รูปถ่ายท่านผู้เป็นเจ้าของ ติดไว้เหนือเตาผิงที่ผลิตจากเหล็ก หล่อลวดลายวิจิตร 

พื้นไม้-ชั้นบน
พื้นไม้กระดานดั้งเดิมที่ยังไม่ผุพัง-ชั้นล่าง

ภายในห้องนี้ดูทรุดโทรมมากแล้ว แม้ว่าภายในนั้นมีพัดลมเปิดให้ความเย็นแต่เนื่องจาก ห้องเล็ก คนเยอะ อากาศตอนบ่ายก็แสนจะร้อน มัม และหนุ่มคีธ ถึงกับเหงื่อแตก “พลั่ก” ยังดีที่มัมถือพัดญี่ปุ่นติดมือมาด้วย พัดอันเป็นของฝากจากสะใภ้คนนี้ ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่วันนี้เอง แถมคนซื้อให้เป็นคนบริการพัดโบก ซับเหงื่อให้ทั้งแม่สามีและสามีตัวเอง (เมียดีขนาดนี้หาไม่ได้อีกแล้วนะที่รัก).....ก่อนออกมานึกได้ว่าควรถ่ายภาพไกด์สาวรุ่นใหญ่กับคุณสามีไว้เป็นที่ระลึก...กดไปหนึ่งแชะ

ไกด์สาวประจำที่นี่

เดินตามไกด์ออกไปบ้านอีกสองหลังที่อยู่ตรงข้างถนน เธอพาพวกเราเดินผ่านเข้าประตูที่เขียนว่า Exit ภายในรั้วบ้านนี้ มีบ้านสองหลัง ไกด์พาเข้าชมบ้านหลังเล็กสองชั้นซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของบ้านหลังใหญ่ ผนังบ้านนี้สร้างด้วยอิฐแดง พื้นเป็นไม้.... ที่จริงไม่น่าเรียกว่าบ้าน เพราะมันเล็กเกินไป ภายในมีแค่ห้องเดียว ที่มีเตาผิง หน้าต่างหนึ่งบาน มีบันไดเล็กขึ้นข้างบนได้ ที่นี่เคยเป็นที่สำหรับทำงานทอผ้า และเก็บสมุนไพร ที่ทำเป็นการค้าในอดีต....ไกด์บรรยายความเป็นมา และพาออกมาดูสวนน้อย ๆ ในปัจจุบัน เพื่อจำลองภาพ ในอดีตที่เคยเป็นทุ่งเกษตร.....

ซ้าย Felix Vallé House State Historic Site ขวา ห้องทอผ้าและเก็บ Herb 

ภายห้องทอผ้าและเก็บ Herbs

Herbs ที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้าน ตากแห้งแล้วนำมาเก็บ

ซ้าย เครื่องทอผ้า ขวา ไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นอะไร แต่อยากถ่ายรูปไว้ดู

สวนหลังบ้าน ที่เคยเป็น ทุ่งเกษตร 
ไกด์พาพวกเราเดินผ่านสวนอ้อมไปที่ประตูทางเข้าด้านหน้าของ บ้านหลังที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์คือหลังใหญ่ที่มีชื่อว่า Felix Vallé House State Historic Site สร้างขึ้นในปี 1818 ลักษณะโครงสร้างผนังเป็นหินปูน (limestone) พื้นไม้ เดิมเคยเป็นบ้านของ Felix and Oldile Pratte หนึ่งในครอบครัวสมาชิก Ste. Genevieve 

Felix Vallé House State Historic Site ถ่ายจากด้านข้าง
ชั้นล่างของที่นี่เมื่อเข้าไป ห้องแรกเป็นห้องที่เคยทำการค้า แต่ปัจจุบันใช้เป็นห้องจัดแสดงสินค้าที่เคยขายในอดีต ได้แก่ ภาชนะที่ผลิตจากเหล็ก รองเท้าหนัง หนังขนสัตว์ (บีเวอร์) ผ้าฝ้ายทอมือ ผ้าห่ม ชาแผ่นอัดลายสำหรับชงดื่ม น้ำตาลทรงแปลกๆ เครื่องมือ ภาชนะเครื่องใช้อื่น ๆ.......

ผ้าที่ทอด้วยเครื่องทอทีอยู่ในห้องหลังบ้าน

หนังบีเวอร์ ที่เป็นสินค้าในยุคนั้น และเป็นอาชีพหลักของพลเมือง นอกจากการเกษตร

สินค้าประเภทเครื่องครัวที่ผลิตจากเหล็กกล้า
 จากห้องนี้มีประตูเปิดไปยังอีกห้อง ๆ นี้จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ต้นจักรวรรดิที่สวยงามซึ่งได้รับการบูรณะโดยครอบครัว Wilhauk อันได้แก่ ชุดเครื่องดื่มเซรามิก โซฟา ตู้ ชั้น เก้าอี้ และมีภาพถ่ายของเจ้าของบ้านคนแรกติดเหนือเตาผิง

ชุดเซรามิกสำหรับเครื่องดื่ม



จากห้องนี้ยังมีประตูเปิดไปยังห้องที่อยู่ด้านหลังบ้าน ในห้องนี้มี ตู้ยุคเก่าโชว์เครื่องเซรามิก และโต๊ะพร้อมเครื่องถ้วยชามชุดรับประทานอาหาร  4 ที่ โดยไม่มีใครทันสังเกต ว่าการจัดวางชุดช้อน-ส้อม บนโต๊ะนั้นไม่เหมือนกันสองที่ ไกด์บอกว่า นี่เป็นการแสดงให้เห็น ความแตกต่างระหว่าง ธรรมเนียมฝรั่งเศส จะวางชุดช้อน-ส้อม แบบคว่ำ ส่วน อเมริกา วางแบบหงาย….

ห้องรับประทานอาหารที่อยูติดระเบียงด้านหลังบ้าน


จากห้องด้านหลังนี้มีประตูเปิดออกไปสู่ระเบียงด้านหลังสุดของบ้าน (ที่พวกเราเข้ามาตอนแรก ก่อนเดินอ้อมไปข้างหน้า) ซึ่งเคยเป็นระเบียงชมทุ่งเกษตรที่ปลูกเฮิร์บและดอกไม้นานาพรรณ มีบันไดสามสี่ขั้นเดินลงไปชมสวนได้.....

ระเบียงด้านหลังของ Felix Vallé House State Historic Site ที่สำหรับนั่งชมทุ่งเกษตรสมัยนั้น
Herbs ที่ปลูกไว้ในปัจจุบัน มีเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นการศึกษา
           ด้านขวาของระเบียงมีประตูเปิดขึ้นบันไดแคบ ๆ ไปที่ชั้นสอง (ขั้นบันไดก็แคบมาก) ซึ่งเคยเป็นห้องนอน มี 2 ห้องนอน เปิดเชื่อมถึงกัน ภายในห้องนอนประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ยุคโบราณ เช่น เตาผิง เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ชั้นเก็บของ เก้าอี้ กระโถน และอ่างล้างหน้าผลิตจากพอร์ซเลนที่มีลวดลายสวยงามวางในรถเข็นที่สามารถเข็นไปเปลี่ยนน้ำใหม่ได้

บันไดขึ้นชั้นบน -ขั้นบันไดสั้นกว่าเท้า

ห้องนอนปีกซ้าย ..... ที่ตั้งบนตู้ปลายเตียงคือ "ลูกคิด" สำหรับการคำนวณ

ห้องนอนปีกขวา

โต๊ะเครื่องแป้ง

กระโถนสำหรับถ่ายในห้องนอน

รถเข็นที่ทำด้วยไม้ทั้งคัน ใช้เข็นน้ำใส่ชามเซรามิกสำหรับล้างหน้าในห้องนอน
ไกด์ยังถามเราว่า “ตอนยูเป็นสาว ๆ บ้านยูเอาน้ำมาใช้ด้วยวิธีไหนเหรอ” มัมได้ยิน รีบชิงตอบแทนเลยว่า “ชีเคยหาบน้ำโดยใช้ถังสองใบแล้วมีคานวางบนบ่านะ” (นี่ไง สงสัยว่ามัมคงได้ฟังเรื่องราวทุกสิ่งอย่างที่เราเคยเล่าให้คุณสามีฟังหมดแล้วเป็นแน่) ไกด์ทำตาโต “โอ้!ยูน่ะเหรอ....แล้วไปเอาน้ำที่ไหน ไกลมั๊ย” ปฏิเสธไม่ได้ซิเพราะจริง เลยต้องวางกล้องแล้วเล่าขยายความว่า “โอ..ตอนไอเป็นเด็กแค่ 6-7 ขวบไอเห็นสาว ๆหาบน้ำจากสระที่วัด ไอก็อยากทำอย่างนั้นมั่ง พ่อไอเลยซื้อกระแป๋งน้ำคู่เล็กสุด พร้อมทำไม้คานพิเศษให้ไอ เหมือนเล่นขายของเลย ไอหาบน้ำไกลประมาณห้าสิบเมตร เอามาใส่ตุ่มใบหญ่ายจนเต็ม มีหลายใบด้วย..(คุยโอ่พร้อมทำท่าประกอบ) พอเริ่มโต พ่อไอก็ซื้อกะแป๋งเบอร์ใหญ่ขึ้น ๆ จนกระทั่งใหญ่สุด” (สมใจนึกบางลำพูเลย)
ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้นอกจากจะเปิดให้เข้าชมโดยต้องซื้อบัตรแล้ว ยังเปิดให้ประชาชนเช่าเป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน หรือปาร์ตี้ต่าง ๆ ในบริเวณสวนหลังบ้าน และสามารถพักค้างคืนที่ชั้นสองในห้องที่มีบรรยากาศย้อนยุคไปร้อยกว่าปี ได้อีกด้วย (ตัวอย่างภาพล่าง)


Felix Vallé House State Historic Site เป็น French Colonial Houses หนึ่งในสามหลังบ้านโบราณใน Ste. Genevieve และเป็นสามในห้าหลังของสหรัฐอเมริกาที่ยังเหลืออยู่......บ้านอีกสองหลัง ที่เราไม่ได้ไปชม คือ
1. The Beauvais-Amoureux House  ตั้งอยู่ที่ 327 ถนนเซนต์แมรี ถูกสร้างขึ้นในปี 1792 เพื่อดูทุ่งเกษตร Le Grand Champ ผนังของบ้านหลังนี้สร้างโดยใช้ไม้ซุงซีดาร์ปักลงไปตรง ๆ ในพื้นดินโดยไม่มีฐานราก หลังคามีปล่องไฟกลางหลังคาปั้นหยา หลังนี้ จะเปิดให้ประชาชนชมเป็นครั้งคราว (เปิดจำหน่ายบัตรให้เข้าชมทุกวัน ช่วง  June-August เปิดเฉพาะวันหยุด ช่วง April, May, Sept and Oct.)
2. Jacques Guibourd House ตั้งอยู่ที่  One North Fourth Street สร้างในปี 1806 เปิดจำหน่ายบัตรให้เข้าชมทุกวันเฉพาะช่วง Mar-Nov

สำหรับ Felix Vallé House State Historic Site ตั้งอยู่ที่ Merchant & 
Second Street  เปิดจำหน่ายบัตรให้เข้าชมทุกวันช่วง Mar-Oct, เปิดเฉพาะ พฤหัสบดี อาทิตย์ ช่วง Nov-Feb

วันนี้เราไม่สามารถเดินชมได้ทั้งหมดเพราะมัมค่อนข้างเหนื่อย และอากาศก็ร้อนมาก...คีธไปเอารถมาจอดรอตอนไหนไม่ทันสังเกต เมื่อกลับออกมาราชรถก็มาเกยถึงที่ แม่รี่บอกว่ามีร้านไอศกรีมอยู่บนถนน  Merchant St ให้ไปเจอกันที่นั่น.....Sara’s Ice Cream Shop น่าจะเป็นร้านนี้ เราจอดรถที่ฝั่งตรงข้าม แล้วเดินข้ามถนนเข้าไปในร้าน ข้างในมีโต๊ะนั่งมากมาย แต่อยู่ด้านหลัง ด้านหน้ามีเพียงสามโต๊ะ ๆ ละสองที่นั่ง ก็พอดีเรา 6 คน ทุกคนสั่งสิ่งที่ตัวเองอยากกิน เราไม่รู้จะกินอะไรเพราะไม่ค่อยได้กินไอศครีมไม่รู้อะไรอร่อย คีธจึงสั่งให้ได้ยินแว่ว ๆ ว่า “Chocolate Milk Shakeเรานั่งดูคนขายทำไอศกรีม เริ่มด้วยการตักไอศครีมจากกล่องสี่เหลี่ยมที่มีอยู่นับสิบ ใส่ลงในเครื่องปั่นหรืออะไรสักอย่าง แล้วเติมนมลงไปแล้วก็เปิดสวิชท์เครื่องผสมกัน เทใส่ถ้วยโฟมขนาดใหญ่โตมโหฬาร เราคิดในใจว่า “ใครจะกินหมด (วะ) เนี่ย?”......กินคำแรกปวดจี๊ดที่ขมับเลย...คำที่สอง..สาม..หายปวด.เริ่มชิน...โห...อะไรจะอร่อยขนาดนี้ กินไปได้ไม่ถึงครึ่งเราบอกว่าจะเอาไปกินบนรถขากลับ...คีธขับรถตามแมรี่มาจอดที่หน้าพิพิธภัณฑ์ เพื่อเอาของฝากพ่อแม่มาใส่รถ พวกเราร่ำลากันตรงนั้นแล้วก็ต่างคนต่างออกรถไป.....


เราตั้งใจกันว่า จะกลับมาที่ Ste. Genevieve อีกครั้งอาจเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะยังมีสถานที่ ๆ น่าสนใจที่เรายังไป คือ Ste Geneviève Wine Country แหล่งปลูกองุ่นและผลิตและบ่มไวน์ ประมาณ 10 แห่ง ที่ให้บริการจัดงานปาร์ตี้ งานแต่งงานนอกสถานที่ และผู้คนสามารถไปหิ้วตะกร้าไปปิกนิคและเยี่ยมชมไร่องุ่น ดูการผลิตและบ่มไวน์ ซึ่งบางแห่งให้บริการที่พักค้างคืนด้วย...คือว่า อยากพักค้างคืนในไร่องุ่น เย็น ๆ ดูตะวันตกดิน มื้อค่ำจิบไวน์กินอาหารแปลก ๆ (ที่คนอื่นทำ) แดนซ์กับสามีสักสองสามเพลงก่อนไปนอน ตื่นเช้ากินเบรคฟาสต์ (ที่คนอื่นทำ) พร้อมชมทิวทัศน์ทุ่งไวน์....สวรรค์อยู่ไม่ไกล!!!
ขากลับเรามีความสุขสำราญกับการกินไอศกรีมถ้วยยักษ์ กินหมดโดยไม่รู้ตัว ปรากฏว่าเย็นนั้นไม่รู้สึกหิว จึงลืมเรื่องอาหารมื้อเย็นไปเลย อิ่มมาถึงเช้าของอีกวัน....ไม่รู้รับไปกี่แคลอรี่!!!!